More servicesWindows Live
HomeHotmailSpacesOneCare
 
MSN
Sign in
 
 
Spaces home  :::third eye NOT blind::...PhotosProfileFriendsMore Tools Explore the Spaces community

:::third eye NOT blind:::

BUT Let's get down to that...LOVE is color - BLIND
View space
nightbird
View space
DANAYA
View space
*.:。..Jujoop..。:.*
View space
My Name Is The Sunshine

July 26

ขมและหวาน, คือชีวิต

 
ณ ช่วงเวลาที่ชีวิตมีเพียงรสขมและรสหวาน
รสชาติอื่นก็พาลจะปร่าไปเสียหมด...
 
Bittersweet Symphony
by The Verve

'Cause it's a bittersweet symphony, this life
Trying to make ends meet
You're a slave to money then you die
I'll take you down the only road I've ever been down
You know the one that takes you to the places
where all the veins meet yeah
 
No change, I can't change
I can't change, I can't change
But I'm here in my mind
I am here in my mind
But I'm a million different people
from one day to the next
I can't change my mind
No, no, no, no, no, no, no,no,no,no,no,no
 
Well I never pray
But tonight I'm on my knees yeah
I need to hear some sounds that recognize the pain in me, yeah
I let the melody shine, let it cleanse my mind, I feel free now
But the airways are clean and there's nobody singing to me now
 
No change, I can't change
I can't change, I can't change
But I'm here in my mind
I am here in my mind
And I'm a million different people
from one day to the next
I can't change my mind

No, no, no, no, no, no, no
I can't change
I can't change it
 
'Cause it's a bittersweet symphony, this life
Trying to make ends meet
Trying to find some money then you die
I'll take you down the only road I've ever been down
You know the one that takes you to the places
where all the veins meet yeah
You know I can't change, I can't change
I can't change, I can't change

But I'm here in my mind
I am here in my mind
And I'm a million different people
from one day to the next
I can't change my mind
No, no, no, no, no
I can't change my mind
no, no, no, no, no,
I can't change
Can't change my body,
no, no, no
 
I'll take you down the only road I've ever been down
I'll take you down the only road I've ever been down
Been down

Ever been down
Ever been down
Ever been down
Ever been down

That you've ever been down
That you've ever been down
July 13

อยากมองเธอในแง่ดี...

ช่วงนี้ข่าวคราวของ "อัครมหาเศรษฐีผู้ใจบุญ" มีมาให้อ่านเยอะแยะเลยตามหน้าหนังสือพิมพ์และเวบต่างๆ ในอินเตอร์เน็ต แถมพ่วงด้วยข่าวทางวิทยุเวลาเปิดฟังในรถอีกต่างหาก
 
ใครต่อใครพากันสรรเสริญว่า "บิล เกตส์" และเพื่อนมหาเศรษฐีอย่างวอร์เรน บัฟเฟต์ (และภรรยาของเกตส์) ช่างใจบุญสุนทาน ถึงขนาดกล้าหาญบริจาคทรัพย์สมบัติกว่าครึ่งให้การกุศลหมดเลย ส่วนที่เหลือให้ลูกๆ ก็แค่นิดหน่อย (ขนหน้าแข้งไม่กี่เส้น) เพราะเกตส์อยากจะ "คืนกำไรให้สังคม" และลูกๆ ของเขาก็จะได้มีโอกาสพิสูจน์ตัวเองด้วยการทำอะไรๆ โดยไม่ต้องอาศัยเงินของพ่อมากนัก

 

ใครต่อใครก็เลยเปรียบเทียบเกตส์และบัฟเฟต์กับผู้นำประเทศสารขัณฑ์บางคนที่ (มัน) ไม่ยอมเสียภาษี แถมยังซุกหุ้น และก็ผูกขาดทางธุรกิจ เพื่อเก็บเงินไว้ให้ลูกๆ และญาติๆ ของตัวเองถ่ายเดียวโดยไม่คิดถึงคนอื่น
 
เขายังพูดกันอีกด้วยว่าเกตส์รู้จัก "พอ" เขาจึงเป็นคนดี ทั้งยังเก่งกาจสามารถถึงขนาดที่ประกอบธุรกิจหมื่นล้านๆ ได้โดยที่เรียนไม่จบมหาวิทยาลัยด้วยซ้ำ เกตส์จึงกลายเป็นเป้าหมายและเป็นฮีโร่ในหัวใจคนยุคดิจิตอลเกือบจะทั่วโลก
 
ใครๆ ก็อยากประสบความสำเร็จแบบเกตส์ และตอนนี้ใครต่อใครก็ยิ่งสรรเสริญเกตส์เข้าไปใหญ่ที่เขาทุ่ม "เงิน" จำนวนมากมายเพื่อช่วยเหลือคนจนและคนป่วย ด้วยการอัดฉีดเงินให้กับสถาบันและหน่วยงานที่วิจัยเรื่องยา ผ่านทางมูลนิธิฯ ที่เพิ่งก่อตั้งขึ้นมาได้ไม่กี่ปีของตัวเอง และให้เหตุผลว่าคนทั่วโลกจะได้มียารักษาโรคถูกๆ ใช้
 
ให้ตายเหอะ!
 
ถ้าเกตส์รู้จักสะกดคำว่า "พอ" ได้ตั้งแต่ช่วงวัยกลางคน เขาคงไม่ร่ำรวยขนาดนี้ และโลกเราคงไม่มีการผูกขาดทางธุรกิจซอฟท์แวร์คอมพิวเตอร์ที่ยาวนานโคตรๆ แบบนี้ด้วย
 
ลองนึกดูเล่นๆ ว่าถ้าสมมติเกตส์ไม่เอากฏหมายลิขสิทธิ์มาใช้เป็นข้ออ้างในการห้ามโปรแกรมเมอร์ยุคแรกๆ ไม่ให้เอาโปรแกรมโอเพ่นซอร์สต่างๆ ไปพัฒนา ป่านนี้เราอาจจะมีระบบปฏิบัติการที่มากมายและหลากหลายกว่าไมโครซอฟต์ก็เป็นได้ หรือพูดง่ายๆ ก็คือคนใช้คอมพ์ฯ ทั่วโลกก็คงมีทางเลือกมากกว่านี้
 
และบางทีเราอาจจะมีระบบปฏิบัติการหรือองค์ความรู้ทางคอมพิวเตอร์ที่ไม่จำเป็นต้องมีค่าใช้จ่ายในการเข้าถึงทุกครั้งไป (อย่างที่เป็นอยู่) ก็ได้นะ!
 
ดูอย่างไลนุส (นามสกุลอะไรสักอย่าง) ที่เป็นคนคิดค้น Linux นั่นปะไร ยังไม่เห็นว่าเขาจะคิดทำกำไรหรือผูกขาดลิขสิทธิ์จากผลงานสร้างสรรค์ของตัวเองเลยสักนิด แต่กลายเป็นว่าไลนุสถูกมองเป็นเพียง "คนขี้เกียจ" ที่ไม่ขวนขวายจะทำงานให้ประสบความสำเร็จจนเป็นมหาเศรษฐีเงินล้านก็เท่านั้น แถมยังมีการถากถางจากผู้นิยมบิล เกตส์ด้วยซ้ำว่าถึงไลนุสจะทำอย่างเกตส์บ้าง ก็คงไม่เจ๋งและไม่รวยเท่า...
 
เอาเป็นว่าสุดท้าย "ความรวย" กับ "คุณภาพชีวิตที่ดี" ก็เป็นเรื่องเดียวกัน และคนรวยๆ ที่มีเงินไปบริจาคก็กลายเป็น "คนดีที่น่าชื่นชม" โดยไม่ต้องสนใจไปถึงประวัติอันโชกโชนของเกตส์ที่เข้าไปร่วมพัฒนาระบบปฏิบัติการยุคแรกๆ กับไอบีเอ็มและแอปเปิล ที่สุดท้ายเขาก็เอาไอเดียของคนอื่นไปดัดแปลง โดยใช้คำว่า "พัฒนา" ที่ฟังดูดีกว่ากันแทน และนำมันออกขายในนามของตัวเองจนร่ำรวยเป็นล่ำเป็นสัน และใช้กฏหมายลิขสิทธิ์มาเป็นอาวุธในการกำจัดคู่แข่ง
 
แล้วไอ้เรื่องมูลนิธิฯ การกุศลนั่นอีก ถ้ามันเอาไปลดภาษีไม่ได้ เกตส์จะตั้งมันขึ้นมาไหม และเงินในมูลนิธิฯ ก็ยังเป็นเงินของตระกูลเกตส์อยู่ดี ที่เอาไปหว่านโปรยในอุตสาหกรรมยาได้แบบไม่น่าเกลียด และใครๆ ก็รู้ว่า “ธุรกิจยา” ทำเงินมหาศาลแค่ไหนในแต่ละปี...
 
บางทีอาจจะได้เงินเยอะกว่าขายโปรแกรมคอมพิวเตอร์ด้วยซ้ำ
 
ก็ยามันเป็นปัจจัยสี่ที่คนทั้งโลกขาดไม่ได้นี่
 
ตลกร้ายจริงๆ ที่คนอย่างเกตส์ได้รับการยกย่องอย่างล้นหลาม และไม่มีใครสนใจตั้งคำถามกับความดีของเกตส์เลย...
 
ถ้าเกตส์เติบโตมากับธุรกิจที่ผูกขาด มันจะต่างอะไรจากการกระทำของคนที่คุณก็รู้ว่าใครในบ้านเรา?
 
เศร้าว่ะ!
 
บิล-ฉันอยากมองเธอในแง่ดีนะ
 
แต่...
 

 
July 03

หนึ่งในหลายๆ เหตุผลที่คนควรเขียนโปสการ์ดแทนการโทรศัพท์

คราวที่ไปเชียงใหม่เมื่อปลายเดือนที่ผ่านมา เราขนซื้อโปสการ์ดเอาไว้เพียบเลย...

ไม่ใช่ว่าบรรยากาศเชียงใหม่ทำให้ครึ้มอกครึ้มใจจนอยากเขียนโปสการ์ดตามอย่าง 'ไข่ย้อย' หรอกนะ แต่เวลาปกติ-ธรรมดาเราก็ชอบอ่านโปสการ์ดที่ใครๆ ส่งมาให้อยู่แล้ว (แม้จะมีนิสัยเสียตรงที่ไม่ค่อยได้เขียนอะไรตอบกลับไปเลยก็เหอะ) พอจากที่จากถิ่นไปไกลบ้าน ก็เลยเกิดอาการ 'อยากจะบอกใครสักคน' ขึ้นมาทันที... 

ที่อยู่ของเพื่อนพ้องน้องพี่ก็อุตส่าห์ไล่โทรถามทีละคน แถมจดไว้ในสมุดอย่างดีอีกต่างหาก แต่สุดท้ายก็ไม่มีเวลานั่งลงบรรจงเขียนอะไรถึงใครได้เลยสักคน ค่าที่เวลามีน้อย - ต้องใช้สอยอย่างประหยัด แค่นั่งคุยกับเพื่อน ไถ่ถามทุกข์สุข ก็หมดเวลาแล้ว โปสการ์ดหลายแผ่นก็เลยว่างเปล่า ทั้งที่จริงๆ แล้วมีเรื่องราวอยากจะบอก-อยากจะเล่าเต็มไปหมด...

Postcard from holiday 1

พอมีโอกาสได้ไปหัวหินกับที่บ้าน ก็หมายมั่นปั้นมือว่าจะต้องส่งกระดาษแผ่นบางๆ หาใครต่อใครให้เป็นเครื่องยืนยันความระลึกถึงของเราเสียหน่อย แต่กลายเป็นว่าความตั้งใจที่ว่ามาก็สูญเปล่าอีกจนได้...

กลับจากทะเลหัวหินคราวนี้ก็เลยมีโปสการ์ดรูปวิวชายหาดเชยๆ ติดกระเป๋าเรามาด้วยหลายแผ่น

ข้างหลังโปสการ์ดมีข้อความเขียนอยู่เต็มไปหมด บางแผ่นต้องเว้นที่ว่างข้างล่างชื่อผู้รับด้วยความจนใจ เพราะไม่ได้เอาสมุดจดที่อยู่ติดมือไปทะเลด้วยซะอย่างนั้น  

ส่วนโปสการ์ดอีกบางแผ่นยังไม่ได้ติดแสดมป์ หลังจากที่ตระเวณถามตามเซเว่นอีเลฟเว่นทั้ง 4 ร้าน แล้วก็เดินไปถามที่ซูเปอร์มาร์เก็ตแถวโซฟิเทล ปรากฏว่าแสตมป์สำหรับส่งในประเทศไม่มีเหลือเลยสักดวง จะมีก็แต่แสตมป์สำหรับส่งไปต่างประเทศ ราคา (ดวงละ) 13 บาทถ้วน

ต่อให้คิดถึงกันสักแค่ไหน แต่ความงกก็ไม่เคยปรานีใคร...จริงๆ นะ

รู้สึกขึ้นมาตะหงิดๆ เหมือนกันว่าความคิดถึงของเราช่างอาภัพเสียจริงๆ จะส่งไปให้ใครก็มีอุปสรรคหลายอย่างซะเหลือเกิน แต่ถึงที่สุดก็นึกเข้าข้างตัวเองขึ้นมาได้ว่าไม่จำเป็นต้องหาสื่อกลางที่ไหนก็ได้นี่ พอกลับถึงกรุงเทพฯ เมื่อไหร่ ก็ค่อยแวะเอาไปส่งให้ 'ถึงมือผู้รับ' แบบไม่ต้องง้อบุรุษไปรษณีย์--เท่านี้ก็เป้นอันเรียบร้อย

ระหว่างทางกลับบ้านก็เลยชื่นบานในหัวใจ (ลั้นลา ลั้นลา) จนกระทั่งหยุดแวะพักกลางทาง และได้โทรหาคนบางคนเท่านั้นแหละ เป็นเรื่องขึ้นมาทันทีเลย...

เสียงห้วนๆ ตอนรับสายมันก็แย่พออยู่แล้ว ที่ร้ายกว่านั้นคือความเงียบที่เจือความหงุดหงิดให้ได้รู้สึกกันแบบไม่มีปิดบัง ทั้งที่อุตส่าทำตลกกลบเกลื่อนก็ไม่ได้ผล เราเลยได้แต่วางสายลงไปอย่างเซ็งๆ

อารมณ์ดีๆ ที่ตักตวงมาเต็มที่จากหัวหิน--หดหายไปกว่าครึ่ง

แต่สิ่งที่เกิดขึ้นแล้ว มันก็ผ่านพ้นไปแล้วแหละนะ ไม่มีประโยชน์อะไรที่จะฟูมฟายตามหลัง (อันนี้เข้าใจ - แต่ยังไม่อาจ 'ทำใจ') ก็เลยอดคิดไม่ได้ว่า--บางทีมันอาจจะดีกว่า--ถ้าเราเลือกที่จะส่งโปสการ์ดแผ่นนั้นไปแทน

เพราะในระหว่างที่กำลังรอลุ้นว่าความรู้สึกจะส่งถึงมือผู้รับ ณ จุดหมายปลายทางอย่างปลอดภัยหรือเปล่า เราก็ยังได้รื่มรมย์กับความคาดหวังและเป็นสุข ต่อให้เราเขียนที่อยู่ไม่ชัด หรือกรณีที่ 'ผู้รับ' ไม่ได้รออยู่ที่ปลายทางอีกแล้ว ความรู้สึกที่อยู่ในโปสการ์ดแผ่นนั้นก็ยังมีโอกาสตีกลับมาหาเราเหมือนเดิม

อย่างน้อยที่สุด เราก็ยังมีเวลาเพิ่มขึ้นอีกนิด-ไว้สำหรับทำใจรับมือกับความผิดหวัง...

อาจเพราะด้วยเหตุนี้แหละมั้ง...  

ตอนที่วางสายและจ้องหน้าจอมือถือแบบงงๆ เมื่อตอนบ่าย เราก็เลยนึกขึ้นมาได้ว่า

'ถ้าโลกนี้มีเครื่องมือกำจัดฝัน'

มันคงจะมีหน้าตาคล้ายๆ โทรศัพท์นี่แหละ

 

 

June 23

Lost & Found

คืนก่อนหน้านี้...รุ่นน้องคนหนึ่งตั้งคำถามว่า: ของใช้ส่วนตัวชิ้นไหนที่อยู่กับเรามานานที่สุด?
 
อารมณ์ของคนถามคงไม่มีอะไรมากไปกว่าอยากจะรู้ว่ามีใครติดของใช้ส่วนตัวอย่างเหนียวแน่นเหมือนเธอบ้างไหม เพราะข้าวของที่เธอใช้มักจะอยู่ด้วยกันมานานจนเกิดเป็นความผูกพันและไม่กล้าทิ้ง ของบางชิ้นนับอายุถอยหลังไปได้เกือบยี่สิบปี...มีทั้งผ้าห่มผืนเก่า จานข้าวที่ใช้ตอนเป็นเด็ก และแก้วน้ำที่ใช้มาตั้งแต่เข้ามหาวิทยาลัยปีแรก...
 
พอนึกทบทวนไปถึงข้าวของเครื่องใช้ของตัวเองบ้าง อย่างเก่งที่สุดก็คือสมุดบันทึกที่ใช้มาตั้งแต่สมัยเรียนปีสอง จนถึงตอนนี้ก็มีอายุอานามแค่เจ็ดปีกว่าๆ เท่านั้นเอง
 
คิดๆ ดูแล้วก็เลยรู้ตัวว่าเราช่างเป็นคนไม่รักษาของเอาเสียเลย และความทรงจำเก่าๆ เกี่ยวกับเรื่องของหายก็เลยแวะเวียนเข้ามาทักทายกันอีกครั้ง...
 
ลูกบาสสีชมพูที่แม่ซื้อให้เมื่อวันเกิดตอนมอสาม ทำจากหนังอย่างดี ยี่ห้ออาดิดาสเสียด้วย จำได้ว่าตอนนั้นบ้าเห่อมาก ถึงขนาดหอบไปเล่นกับเพื่อนๆ ที่สายปัญญาตลอดทั้งปี เวลาที่เลี้ยงลูกไปบนสนามแล้วสัมผัสเจ้าลูกกลมๆ ที่เด้งกลับมาหาฝ่ามือ รู้สึกว่ามันนุ่มชะมัด ดีกว่าลูกบาสหัวโล้นลื่นปรื๊ดที่ต้องไปยืมจากโรงยิมเป็นไหนๆ (ถึงเจ้าลูกบาสลูกนั้นจะเลอะเทอะมอมแมมไปบ้างก็เถอะ) แถมยังมีเสียงหัวเราะกับช่วงเวลาดีๆ ติดมาด้วยทุกครั้งที่ได้เล่น
 
พอขึ้นมอสี่ เราเปลี่ยนโรงเรียนใหม่ แต่ยังคงเอาลูกบาสลูกเดิมที่แม่ซื้อให้ไปเล่นที่สนามแถวๆ โรงเรียนเป็นประจำ..วันหนึ่งเพื่อนที่อยู่อีกห้องมายืมไปเล่น เราก็เห็นว่าเคยดวลกันมาหลายนัดจนคุ้นกันดี ก็เลยให้เพื่อนคนนั้นยืมลูกบาสไปเล่นตอนที่เราต้องจัดบอร์ดกิจกรรม...กว่าจะจัดบอร์ดเสร็จก็เย็นย่ำ วันนั้นก็เลยกลับบ้านแทนที่จะแวะไปเล่นบาสตอนเย็นเหมือนเคย
 
เพื่อนคนที่ยืมลูกบาสไป ให้เพื่อนอีกคนหนึ่งยืมลูกบาสเราไปเล่นต่อ แล้วเพื่อนคนนั้นก็ให้อีกคนยืมไป และก็ไม่รู้เหมือนกันว่าจุดหมายปลายทางของลูกบาสลูกนั้นอยู่ที่ไหน...
 
นับจากวันนั้น เราไม่ได้เห็นลูกบาสสีชมพูอีกเลย...
 
จำได้ว่าบ่นเรื่องนี้ให้พี่ชาย (ผู้มีขวานประจำตัวไว้ผ่าซากตลอดเวลา) ฟังด้วย แล้วคำพูดเปรยๆ ที่ไม่รู้เหมือนกันว่าเป็นการซ้ำเติมหรือปลอบใจก็ดังมาให้ได้ยิน ประมาณว่า "ถ้าเป็นของรักของหวงแล้วไม่รักษาให้ดีๆ มันก็เป็นอย่างนี้แหละ ใครจะมาคอยระวังไม่ให้หายแทนเราล่ะ"
 
จำได้ (อีกเหมือนกัน) ว่าวันนั้นเราฟันธงไปแล้วว่าประโยคที่พูดมาคือการซ้ำเติมเห็นๆ
 
จนเมื่อคืนนี้แหละที่นึกขึ้นได้ว่าคำพูดประโยคนั้นมันช่าง 'จริง' และ 'ใช่' ที่สุดแล้ว... 
 
ข้าวของหลายชิ้นที่ไม่รักษาให้ดี มักจะสูญหายไปโดยไม่รู้ตัว ส่วนของใช้ที่เปราะบาง เพียงแค่เผลอหยิบมาใช้โดยไม่ทันระวัง ก็แตกหักเสียหาย และบางครั้งบางทีที่ได้เห็นความสูญสลายไปต่อหน้าต่อตา ใจเรามันก็พลอยหายตามไปด้วย...หรือแม้แต่หนังสือเล่มโปรด อ่านแล้วอยากบอกต่อให้ใครต่อใครรู้ว่ามันมีดียังไง หลายเล่มไม่เคยได้กลับคืนมาหาเราอีกเลย 
 
นอกจากข้าวของแล้วก็ยังมีอะไรต่อมิอะไรที่ผ่านเข้ามาในชีวิตและสูญหาย...โดยไม่ทันได้รู้ตัวด้วยซ้ำ แต่สิ่งที่ทำให้เศร้าที่สุดก็คงจะเป็นการที่เราได้ค้นพบว่า 'บางสิ่งบางอย่าง' ที่ดูแลรักษาอย่างดีแค่ไหน เราก็ไม่อาจครอบครองมันได้ตลอด ไม่ว่าจะเป็นต้นกระบองเพชรที่รดน้ำให้มันมากไปจนรากเน่า หรือคนบางคนที่เราทุ่มเทและผูกพันมากจนเกินพอดี ความรู้สึกที่ล้นเกินพวกนี้คงไม่มีใครทนแบกรับได้...และสุดท้ายความรู้สึกดีๆ ก็หายไปด้วย  
 
พี่ชายอีกคนหนึ่งเคยบอกเราเช่นกันว่า...ข้าวของบางอย่าง ถ้าเรารักษาดีๆ มันอาจจะอยู่กับเราไปตลอด แต่กับคนบางคน ต่อให้เราดูแลดีแค่ไหน เขาก็พร้อมจะเดินจากเราไปได้ทุกเมื่อ...
 
ล่าสุด...เครื่องเล่นเอ็มพีสามสีแดงสดใสที่พี่สาว (แสนดีที่สุดในจักรวาล) ซื้อให้เป็นของขวัญวันเกิดเมื่อสองปีก่อนก็อันตรธานหายไป หลังจากที่เราหยิบเข้าหยิบออกจากกระเป๋าอยู่หลายครั้งหลายหน...
 
คิดดูเถอะ ขนาดของที่สำคัญขนาดนั้นยังรักษาไว้ไม่ได้เลย...และข้าวของ (รวมถึงความรู้สึกนามธรรมทั้งหลาย) ที่หายไปจากชีวิตเราแล้วนี่นะ ไม่ว่าจะค้นหรือจะหายังไงก็ตาม...เราไม่เคยได้เจอกับมันอีกเลย...
 
ตอนนี้ก็เลยได้แต่ทำใจยอมรับความจริงให้ได้ว่าทุกสิ่งทุกอย่าง (และทุกคน) อาจผ่านมาให้ผูกพันได้เพียงไม่นาน ต่อให้เราระมัดระวังรักษาความสัมพันธ์ดีแค่ไหน แต่เพียงชั่วขณะหนึ่งที่เรากระพริบตา...
 
เราอาจจะพบว่าสิ่งที่เหลืออยู่ตรงหน้าคือความว่างเปล่า...เท่านั้นเอง
 
 
 
 
 
April 16

สิ่งที่ตกค้างจากมหกรรมชอปปิงแห่งชาติ

*คำเตือน*

บล็อกวันนี้เต็มไปด้วยความอัดอั้นและหมักหมม ถ้าชีวิตใครเครียดอยู่แล้ว ไม่ควรอ่านนะจ๊ะ

---------------------------------------------------------------------------------------------------------

ถ้าความสามารถในการชอปปิงคือดรรชนีชี้วัดความสามารถในการจัดการและบริหารเวลา... คนบางคนคงจะเกิดมาพร้อมความสามารถชนิดนี้ (บางทีเราอาจเรียกมันว่าพรสวรรค์ก็ได้) ยิ่งใครสามารถเดินชอปปิงได้โดยไม่เหน็ดเนื่อย และสามารถหาเหตุผลประกอบการซื้อของได้อย่างน่าเชื่อถือและสมเหตุสมผล ก็จะยิ่งเป็นความสามารถส่วนบุคคลที่ไม่อาจเลียนแบบได้เข้าไปใหญ่

 

ตลอดอาทิตย์ที่ผ่านมา ชีวิตเราตกอยู่ในวังวนแห่งการชอปปิงที่หนักหนากว่าครั้งไหนๆ เพราะ 'น้ามา' Marilyn กับ 'ลุงบัติ' Buddy ที่เป็นเพื่อนของ 'มาดามภา' (หรือ Mama ของเรา) บินตรงจากแคนาดามาเที่ยวเมืองไทย มาดามภา อาเจ้ และเราก็เลยต้องทำหน้าที่เจ้าบ้านที่ดี พาแขก (ฝรั่ง) ทั้งคู่ไปเปิดหูเปิดตาทั่วบางกอก

 

แต่แค่วันแรกก็แทบตาย เพราะน้ามากับลุงบัติแกไม่ตื่นเต้นกับเมืองที่มีแต่รถติดอย่างกรุงเทพ และแกก็เพิ่งจะกลับจากภูเก็ตหลังจากฉลองวันครบรอบ 30 ปีที่แต่งงานกันมาเรียบร้อยแล้ว (ทำได้ไงวะ?) ทำให้เราหมดเรื่องคุยไปโดยปริยาย

 

อะไรๆ ก็ดูไม่น่าสนใจไปเสียหมด ซึ่งจริงๆ แล้วคนที่ตัดสินใจจะออกไปท่องเที่ยวเปิดหูเปิดตาน่าจะทำใจเผื่อความไม่สะดวกสบายทั้งหลายแหล่ไว้บ้างไม่ใช่เหรอ?

 

ถ้าเราต้องการทุกอย่างที่เพียบพร้อมสะดวกสบายเหมือนอยู่บ้านตัวเอง...ถ้าอย่างนั้นทำไมถึงไม่นอนอยู่บ้านซะล่ะ?

 

บรรยากาศภายในรถเป็นไปอย่างอือๆ ออๆ อยู่สักพัก และก็เปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิงเมื่ออาเจ้พาทุกคนไปถึงห้างสรรพสินค้า...

 

และแล้วมหกรรมชอปปิงมาราธอน (แห่งชาติ) ก็เกิดขึ้น!

 

มาดามภาและน้ามาเป็นเพื่อนที่เข้าขาและส่งเสริมอุดมการณ์ Shop Till We Drop ได้อย่างสูสีเท่าเทียมยิ่งนัก!

 

เอาแค่วันแรก (พุธที่ 12) ลงจากเครื่องตอนเที่ยง พาน้ามากับลุงบัติเอาของไปเก็บที่โรงแรม จากนั้นก็ขับรถพาทั้ง 2 คนชมวิวทั่วกรุงเทพ และเริ่มต้นชอปปิงราวๆ 3 โมงกว่า

 

เจ่เจ้กับเราต้องหิ้วของตามมาดามภาและน้ามาไปจนถึง 1 ทุ่ม จากนั้นก็ขับรถกลับไปรับลุงบัติที่ตัดช่องน้อยแต่พอตัว (นอนหลับเอาแรงที่โรงแรมอยู่คนเดียว) ไปกินอาหารค่ำที่เชียงการีลา

 

กินเสร็จก็ไปตะลุยชอปกันต่อที่สวนลุมไนท์บาร์ซา เข้าซอยโน้นออกซอยนี้จนห้าทุ่มกว่า ขาเรางี้ลากจนเกือบจะหลุด เจ่เจ้ก็หน้ามืดจะเป็นลมเพราะเหม็นกลิ่นเต่าฝรั่ง แต่ก็ยังคงต้องเดินชอป (เพื่อบุพการี) ต่อไป (ด้วยสปิริตแรงกล้า)...

 

กว่าจะถึงบ้านคืนวันนั้นก็ปาเข้าไปตีหนึ่งกว่าๆ (สลบทันทีที่หัวถึงหมอน)

 

เช้าวันที่ 13 เมษา ตื่นแต่เช้าไปรับน้ามาลุงบัติ เราลอยตัวเหนือปัญหาได้ด้วยการนั่งเป็นเนวิเกเตอร์ (ที่หลับๆ ตื่นๆ เกือบจะตลอดเวลา) แต่อาเจ้กับอาเฮียต้องขับรถกันคนละคัน และต้องขับยาวไปถึงราชบุรีเพื่อพาลุงบัติ น้ามา มาดามภา ไปถึงตลาดน้ำ

 

พอไปถึง แทนที่จะได้เล่นสงกรานต์ชุ่มฉ่ำๆ ก็กลายเป็นว่าเราต้องอาบเหงื่อต่างน้ำแทน หอบหิ้วข้าวของพะรุงพะรังลงเรือ ขึ้นเรือ ลงเรื่อ (แล้วแต่ว่าแขกบ้านแขกเมืองและมาดามภาอยากจะหยุดตรงไหน) ขากลับจากตลาดน้ำก็เลยมีทั้งผลไม้ ของฝาก งานฝีมือ และ ฯลฯ กองพอกพูนอยู่ท้ายรถอีกตามเคย

 

วันที่ 14 คิดว่าจะรอดพ้นจากการชอปปิง แต่ก็ไม่ เพราะมาดามภาต้องซื้อเสบียงไปตุนไว้ที่โน่นด้วย คราวนี้มาดามภาได้โควตา shipment ทางเรืออีก 600 กิโล มาดามเลยกะว่าจะตุนของแห้งเผื่อกินได้ไปอีก 6 เดือน (โอ้! แม่เจ้า) วันนี้ทั้งวันก็เลยต้องใช้เวลาซื้อของสดของแห้งและของใช้ สรุปก็คือต้องวนเวียนอยู่ในฟิวเจอร์ปาร์ครังสิตตั้งแต่เช้ายันบ่าย

 

ที่ร้ายไปกว่านั้นก็คือตอนที่กำลังรออาหารอยู่ในร้านเฝอ มาดามภาไม่อยากนั่งเฉยๆ ก็เลยไปเดินดูอะไรข้างนอกแป๊บนึง... เพียงชั่วเวลาที่ในครัวจัดแหนมเนืองมาให้ มาดามภาก็ได้จานชามกระเบื้องมาอีก 3 โหลจากร้านในละแวกเดียวกัน!

 

ก่อนขึ้นเครื่องวันที่ 15 มีเวลาเหลืออีก 2 ชั่วโมงก่อนขึ้นเครื่อง มาดามภาอยากให้น้ามาไปดูผ้าฝ้ายปูโต๊ะแบบทอมือที่ฟิวเจอร์ปาร์ค เพราะเมื่อตอนที่มาดามภาไปชอปวันนั้น น้ามาไม่ได้ไปด้วย มาดามภาบอกว่าจะไปซื้อแค่ผ้าปูโต๊ะเดี๋ยวเดียวเท่านั้นแหละ!

 

…แต่ขากลับเราต้องหิ้วทั้งผ้าปูโต๊ะ หมอนหนุนคอ มะขาม 7 โล ลิ้นจี่ 2 โล และแก้วมังกรอีก 1 โล มาแพ็คต่อที่ลานจอดรถสนามบินดอนเมืองด้วย...

 

การชอปปิงช่างเป็นศาสตร์ที่เข้าใจยากจริงๆ นะ!

 

ข้าวของบางอย่าง เราไม่เห็นความจำเป็นที่จะต้องซื้อ แต่ผู้เชี่ยวชาญด้านการชอปปิงจะสามารถหาเหตุผลอันชอบธรรมมาประกอบการซื้อได้อย่างง่ายดาย และเราก็ไม่มีโอกาสเถียงได้เสียด้วยสิ

 

เวลาที่เราท้วงว่าเดินดูทั่วๆ ก่อนไม่ดีกว่าหรือ เผื่อจะเจอที่ถูกกว่า มาดามภามักจะให้เหตุผลอย่างคนที่อาบน้ำร้อนมาก่อนว่า ถ้าเกิดไม่เจอร้านที่ขายถูกกว่า และกลับมามีคนซื้อของที่เราอยากได้ไปแล้วล่ะ จะทำยังไง? เราก็เลยบ้าใบ้อับจนคำตอบอีกเช่นเคย และต้องทนอึดอัดกับการชอปปิงมาราธอนต่อไป

 

หรือบางที...ความสนุกสนานท้าทายในการต่อรองราคากับพ่อค้าแม่ขายอาจเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้การชอปปิงไม่ได้เป็นแค่การซื้อหาของใช้ธรรมดาๆ แต่มันคือการสร้างความเร้าใจให้กับชีวิตอย่างหนึ่ง?

 

การเดินอย่างอดทนและยาวนานจะทำให้อะดรีนาลินในร่างกายฉีดพุ่ง แถมยังอาจจะได้เรียนรู้เรื่องการวิเคราะห์ความเสี่ยงด้วยว่าถ้าตัดใจซื้อในราคานี้ มันจะมีร้านอื่นที่ขายต่ำกว่าราคาที่เราซื้ออยู่อีกหรือเปล่า และในกรณีที่เราต่อของต่ำกว่าราคามากๆๆๆ แม่ค้าที่ขายของให้เราจะเกิดอยากบริหารฝึปากด้วยการด่าเราบ้างหรือเปล่า

 

แต่ก็เอาเถอะ ถึงที่สุดแล้ว การชอปปิงและการใช้ชีวิตก็ไม่ได้แตกต่างกันนักหรอก...

 

ถ้ามองการชอปปิงในแง่ดี มันคือการที่เรารู้ตัวว่าเรามีต้นทุนในชีวิตแค่ไหน เราก็ใช้จ่ายออกไปเพื่อกระจาย ‘สิ่งที่เรามี’ ไปให้คนอื่นบ้าง เพื่อที่เขาและเราจะได้มีต้นทุนที่ไม่ได้แตกต่างกันมากนัก และเราก็ได้อะไรบางอย่างเพิ่มเติมมาในชีวิตด้วย

 

การชอปปิงก็คือการสร้างปฏิสัมพันธ์อย่างหนึ่งกับผู้คนนั่นแหละนะ.. เพียงแต่มันเป็นการสร้างสัมพันธ์ที่มี ‘เงิน’ เป็นตัวกลาง…เท่านั้นเอง

 

View more entries